บทที่ 3

ระเบียบวิธีวิจัย

 

การวิจัยเรื่อง  “สภาพปัญหาและผลกระทบจากการดำเนินกิจการร้านค้าปลีกและค้าส่งสมัยใหม่ที่มีผลต่อร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมในเขตภาคเหนือ”  เป็นงานวิจัยที่ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ  (Qualitative Research)  และระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ  (Quantitative Research)  ซึ่งจำแนกรายละเอียดของระเบียบวิธีวิจัยแต่ละวิธีได้ดังนี้

ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ

1.       ผู้วิจัยได้กำหนดพื้นที่ที่ใช้ในการวิจัยในเชิงคุณภาพแบบเจาะจงออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่

1.1   จังหวัดที่มีร้านค้าปลีกสมัยใหม่ดำเนินกิจการอยู่ในเขตภาคเหนือ        ได้แก่  จังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดเชียงใหม่

1.2   จังหวัดที่ไม่มีร้านค้าปลีกสมัยใหม่ดำเนินกิจการอยู่ในเขตภาคเหนือ จำนวน 2 จังหวัด  ได้แก่  จังหวัดแพร่และจังหวัดกำแพงเพชร

2.       แหล่งข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วยแหล่งข้อมูล 3 ลักษณะ          ได้แก่ 

2.1   แหล่งข้อมูลประเภทเอกสาร  ได้แก่  ตำราวิชาการ  หนังสือพิมพ์         รายสัปดาห์/รายวัน  นิตยสาร  ตลอดจนบทความต่าง ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจค้าปลีกและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและนำมาประกอบการสร้างกรอบแนวคิด  ตลอดจนวิธีการศึกษา วิเคราะห์และอภิปรายผล

2.2   แหล่งข้อมูลประเภทบุคคล  ได้แก่  ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการค้าปลีกทั้งที่เป็นธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมและธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่  ในรูปแบบของการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกกับบุคคลที่อยู่ในจังหวัดที่ได้คัดเลือกให้เป็นจังหวัดตัวอย่างที่ศึกษา           ซึ่งประกอบด้วย

 

 

 

 

 

ประธานหอการค้าจังหวัด               จำนวน     4     คน

หัวหน้าสำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้า   จำนวน     4     คน

ผู้จัดการ Big C                       จำนวน     2     คน

ผู้จัดการ Lotus                        จำนวน     2     คน

ผู้จัดการ Makro                      จำนวน     2     คน

                                            รวม       14     คน

 

ระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล

ในการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาในเชิงคุณภาพ  ผู้วิจัยจะใช้เวลา 3 เดือน  คือระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2545 – มกราคม 2546  โดยแยกออกเป็นการสัมภาษณ์บุคคลซึ่งผู้วิจัยจะเป็นผู้เดินทางไปติดต่อด้วยตนเองโดยมีหนังสือแนะนำตัวจากสถาบันราชภัฏพิบูลสงคราม  พร้อมแนวคำถามที่ใช้ในการสัมภาษณ์

การวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูล

ผู้วิจัยจะทำการวิเคราะห์ข้อมูลการสัมภาษณ์เป็นรายบุคคลด้วยตัวของผู้วิจัยเอง และจะใช้วิธีการบันทึกและถอดเทประหว่างการสัมภาษณ์  เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์ และผู้วิจัยจะได้นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลในประเด็นต่าง  ในลักษณะพรรณนาความอธิบายปรากฏการณ์  โดยมีตารางประกอบการอธิบายในบางหัวข้อและจะเลือกนำเสนอเฉพาะข้อมูลที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องที่ศึกษาเท่านั้น

ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ

หลังจากที่ได้ข้อมูลจากการศึกษาเชิงคุณภาพแล้ว  และเพื่อให้ได้คำตอบที่ชัดเจนสามารถอธิบายตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยนี้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น  ผู้วิจัยจึงใช้การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research)  โดยอาศัยข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก  รวมทั้งจากการศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องที่ได้ศึกษามาก่อนแล้วนำมาประกอบการสร้างแบบสอบถาม  เพื่อให้ได้แบบสอบถามที่มีความสมบูรณ์และตรงตามประเด็นที่ศึกษา

 

 

 

 

1.       ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

ประชากร

ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วยผู้ประกอบการร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมที่ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนครหรือเทศบาลเมืองของจังหวัดที่มีและไม่มีร้านค้าปลีกและ    ค้าส่งสมัยใหม่ในเขตภาคเหนือ  จำนวน 868 ราย

กลุ่มตัวอย่าง

สำหรับการคัดเลือกตัวอย่างใช้วิธีการคัดเลือกแบบหลายขั้นตอน (Multi – Stage Sampling)  ซึ่งกำหนดตัวอย่างที่เป็นตัวแทนของประชากรจำนวน 250 ราย  โดยมี   รายละเอียดขั้นตอนการสุ่มตัวอย่าง 3 ขั้นตอน  ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 เลือกจังหวัดตัวอย่างในเขตภาคเหนือจำนวน 4 จังหวัด  จากจำนวนทั้งสิ้น 17 จังหวัด  ด้วยวิธีการเจาะจง  (Purposive Sampling)  โดยกำหนดให้  จังหวัดที่มีร้านค้าปลีกและค้าส่งสมัยใหม่ดำเนินกิจการอยู่ จำนวน 2 จังหวัด  ได้แก่  จังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดเชียงใหม่  และจังหวัดที่ไม่มีร้านค้าปลีกและค้าส่งสมัยใหม่ตั้งอยู่  จำนวน 2 จังหวัด  ได้แก่  จังหวัดกำแพงเพชรและจังหวัดแพร่  เพื่อให้สอดคล้องกับระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ

ขั้นตอนที่ 2 เมื่อได้จังหวัดตัวอย่างที่ทำการศึกษา จำนวน 4 จังหวัดแล้ว        ผู้วิจัยได้ใช้ตัวอย่างตามพื้นที่  (Area Sampling)  โดยกำหนดพื้นที่ในเขตเทศบาลนครหรือ เทศบาลเมืองในการศึกษา

ขั้นตอนที่ 3  ในแต่ละจังหวัดได้มีการสำรวจจำนวนร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม             ด้วยวิธีการแจงนับตามแผนที่ที่ได้จากทางเทศบาล  ผู้วิจัยได้รับความร่วมมือจากนักศึกษาที่ได้ประสานผ่านอาจารย์ของสถาบันราชภัฏในจังหวัดที่ทำการศึกษา  โดยแยกเป็นถนนหลักและถนนรองในเขตเทศบาล  สำหรับจังหวัดแพร่ที่ไม่มีสถาบันราชภัฏ  ผู้วิจัยได้ดำเนินการแจงนับด้วยตนเอง  หลังจากที่ได้จำนวนประชากรในแต่ละจังหวัดแล้ว  ผู้วิจัยได้กำหนดให้มีการเลือก  กลุ่มตัวอย่างแบบใช้วิจารณญาณ  (Judgement Random Sampling)  จากจำนวนร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมในแต่ละจังหวัดได้จำนวนกลุ่มตัวอย่างของแต่ละจังหวัดจำนวน 250 ราย  โดยเลือกศึกษากับร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมที่มีลักษณะตรงตามที่กำหนดไว้  และใช้วิธีการกระจายให้ครอบคลุมตามพื้นที่  และเพื่อให้ได้จำนวนตัวอย่างในแต่ละจังหวัดที่กำหนดไว้   ทั้งนี้จะสอบถามเฉพาะร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมที่ให้ความร่วมมือในการตอบแบบสอบถาม         เท่านั้น  เมื่อได้แบบสอบถามกลับคืนแล้วผู้วิจัยได้ตรวจสอบความสมบูรณ์ของแบบสอบถาม  พบว่ามีแบบสอบถามที่สมบูรณ์สามารถนำไปวิเคราะห์ได้จำนวน 226 ชุด  ตามตารางต่อไปนี้

 

จังหวัด

ประชากร

กลุ่มตัวอย่าง

พิษณุโลก

265

61

เชียงใหม่

320

80

กำแพงเพชร

174

54

แพร่

109

31

รวม

868

226

 

2.       ตัวแปรที่ศึกษา

2.1     ตัวแปรอิสระ  (Independent Variable)  ได้แก่

2.1.1   จังหวัดที่มีร้านค้าปลีกและค้าส่งสมัยใหม่  และจังหวัดที่ไม่มีร้านค้าปลีกและค้าส่งสมัยใหม่

2.1.2   ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมที่ดำเนินกิจการมาแล้ว 1 - 5 ปี  และมากกว่า 5 ปีขึ้นไป

2.1.3   ปัจจัยเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของร้านค้าปลีกและค้าส่งสมัยใหม่

2.2     ตัวแปรตาม  (Dependent Variable)  ได้แก่

2.2.1   ผลกระทบจากการดำเนินกิจการร้านค้าปลีกและค้าส่งสมัยใหม่ที่มีต่อร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม

2.2.2   สภาพปัญหาของร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ส่วนดังนี้

ตอนที่ 1 คำถามเกี่ยวกับข้อมูลของกลุ่มตัวอย่าง

ตอนที่ 2 คำถามเกี่ยวกับการประกอบกิจการของร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม

ตอนที่ 3 คำถามเกี่ยวกับปัจจัยเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของร้านค้าปลีกและค้าส่งสมัยใหม่ที่มีผลกระทบต่อการดำเนินกิจการของร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม

ตอนที่ 4 คำถามเกี่ยวกับผลกระทบจากการดำเนินกิจการของร้านค้าปลีกและค้าส่งสมัยใหม่ที่มีต่อการดำเนินกิจการร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม

ตอนที่ 5         คำถามเกี่ยวกับสภาพปัญหาของร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม

ตอนที่ 6 ข้อเสนอแนะอื่น

ในการสร้างแบบสอบถามครั้งนี้  ผู้วิจัยสร้างโดยอาศัยข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์เจาะลึกส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องและจากเอกสารที่เกี่ยวกับแนวคิด ทฤษฎี บทความ ตลอดจนงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง  โดยดัดแปลงให้เหมาะสมกับงานวิจัยนี้

การเก็บรวบรวมข้อมูล

การเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ได้ใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้นมาให้สอดคล้องกับตัวแปรที่ใช้ในการศึกษา  โดยมีการทดสอบล่วงหน้า  (Pre – test)  กับ         ผู้ประกอบการร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมในจังหวัดพิษณุโลกที่ไม่ใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 20 ราย และนำผลไปหาค่าความเชื่อมั่น  (Reliability)  ในตอนที่ 3, 4 และ5  ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.83, 0.80 และ 0.79 ตามลำดับ  ซึ่งทั้งหมดจัดอยู่ในเกณฑ์ที่น่าเชื่อถือ  และมีข้อเสนอแนะ ในบางประเด็นซึ่งผู้วิจัยได้มีการแก้ไขปรับปรุงจนเรียบร้อยแล้ว  จึงได้จัดทำแบบสอบถามฉบับสมบูรณ์เพื่อใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลต่อไป

สำหรับการออกภาคสนาม  ผู้วิจัยประสานกับอาจารย์สถาบันราชภัฏเชียงใหม่และกำแพงเพชรเพื่อขอความร่วมมือในการจัดนักศึกษาออกสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง โดยผู้วิจัยจะเป็นผู้ประสานด้วยตัวเอง  และสำหรับจังหวัดแพร่ซึ่งไม่มีสถาบันราชภัฏตั้งอยู่          ผู้วิจัยได้รับความร่วมมือจากศิษย์เก่าของสถาบันราชภัฏพิบูลสงครามที่ได้ทำงานอยู่ในสำนักงานสรรพากรจังหวัดแพร่  เป็นผู้สัมภาษณ์ผู้ประกอบการตามจำนวนตัวอย่างและแนวคำถามที่กำหนดไว้  โดยผู้วิจัยได้มีการทำความเข้าใจถึงวิธีการและแบบการสอบถามเพื่อให้ได้ข้อมูลตรงตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยมากที่สุด

ระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล

ในการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยในส่วนนี้  ผู้วิจัยใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น 3 เดือน  คือ  ระหว่างเดือนพฤษภาคม – กรกฎาคม 2546

กรรมวิธีทางข้อมูล

หลังจากได้แบบสอบถามกลับมาแล้ว  ผู้วิจัยทำการตรวจสอบความถูกต้องและความสมบูรณ์ของแบบสอบถามทุกชุดด้วยตนเอง  จากนั้นนำแบบสอบถามมาทำการ        เข้ารหัสและประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์  โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปการวิจัยทาง           สังคมศาสตร์  SPSS for Windows  แล้วจึงนำผลที่ได้มาจัดทำตารางวิเคราะห์ทางสถิติ       เพื่ออธิบายความหมายและแสดงผลข้อมูลที่ได้ทั้งหมด

การแปลความหมายของค่าเฉลี่ยระดับผลกระทบจากปัจจัยเกี่ยวกับ              การดำเนินกิจการของร้านค้าปลีกและค้าส่งสมัยใหม่ที่มีต่อร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม  และ       ผลกระทบที่ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมได้รับจากการดำเนินกิจการของร้านค้าปลีกและค้าส่งสมัยใหม่กำหนดได้ดังนี้

 

ค่าคะแนนเฉลี่ย

4.51

-

5.00

หมายถึง

มีผลกระทบมากที่สุด

ค่าคะแนนเฉลี่ย

3.51

-

4.50

หมายถึง

มีผลกระทบมาก

ค่าคะแนนเฉลี่ย

2.51

-

3.50

หมายถึง

มีผลกระทบปานกลาง

ค่าคะแนนเฉลี่ย

1.51

-

2.50

หมายถึง

มีผลกระทบน้อย

ค่าคะแนนเฉลี่ย

1.00

-

1.50

หมายถึง

มีผลกระทบน้อยที่สุด

 

การแปลความหมายของค่าเฉลี่ยระดับสภาพปัญหาของร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมกำหนดได้ดังนี้

 

ค่าคะแนนเฉลี่ย

4.51

-

5.00

หมายถึง

มีปัญหามากที่สุด

ค่าคะแนนเฉลี่ย

3.51

-

4.50

หมายถึง

มีปัญหามาก

ค่าคะแนนเฉลี่ย

2.51

-

3.50

หมายถึง

มีปัญหาปานกลาง

ค่าคะแนนเฉลี่ย

1.51

-

2.50

หมายถึง

มีปัญหาน้อย

ค่าคะแนนเฉลี่ย

1.00

-

1.50

หมายถึง

มีปัญหาที่สุด

 

สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

 
สถิติที่ใช้มี 2 แบบ คือ สถิติเชิงพรรณนา ในการหาค่าสถิติพื้นฐานของ          ผู้ตอบแบบสอบถามโดยคำนวณหาค่าร้อยละ  (Percentage)  ค่าเฉลี่ย  (Mean/      )  และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  (Standard Deviation / S.D.)  และใช้สถิติเชิงอนุมาน  คือการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ 2 กลุ่ม  ระหว่างตัวแปรอิสระได้แก่ระยะเวลาในการดำเนินกิจการและจังหวัดที่มีและไม่มีร้านค้าปลีกและค้าส่งสมัยใหม่กับตัวแปรตามคือสภาพปัญหาของร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมด้วยค่าไคสแควร์ (X2) และการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน  (Pearson’s Product Moment Correlation Coefficient)  เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่าง             ตัวแปรอิสระ  ได้แก่  การดำเนินกิจการร้านค้าปลีกและค้าส่งสมัยใหม่กับตัวแปรตามคือ          ผลกระทบที่เกิดจากการดำเนินกิจการร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมในเขตภาคเหนือ  และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ  (Multiple Regression Analysis)  เพื่อค้นหาตัวแปรที่เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการดำเนินกิจการร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม

การนำเสนอข้อมูล

หลังจากที่ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลแล้ว  ผู้วิจัยจะได้นำเสนอข้อมูลทั้งหมดโดยใช้ตารางและวิเคราะห์ความหมายจากตารางทั้งหมดโดยละเอียดร่วมกับข้อมูลที่ได้        จากการสัมภาษณ์เจาะลึกทั้งส่วนบุคคลและกลุ่มเฉพาะ  โดยการนำเสนอเรียงลำดับตามประเด็นที่กำหนดไว้